You must enable JavaScript to view this site.
This site uses cookies. By continuing to browse the site you are agreeing to our use of cookies. Review our legal notice and privacy policy for more details.
Close
Homepage > Regions / Countries > Asia > South East Asia > Thailand > A Coup Ordained? Thailand’s Prospects for Stability

รัฐประหารอันหลีกเลี่ยงไม่ได้?เสถียรภาพของประเทศไทยในอนาคต

Asia Report N°263 3 Dec 2014

บทสรุปผู้บริหาร

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพไทยได้เข้ายึดอำนาจหลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นหลายเดือน การรัฐประหารดังกล่าวนับเป็นครั้งที่ 12 ในประวัติศาสตร์ไทย หากแต่ครั้งนี้ต่างออกไปจากที่ผ่านมา ในรอบหลายปีนี้ เกิดวงโคจรของการเลือกตั้ง การประท้วง และการล้มรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยศาลหรือทหาร เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความแตกแยกในสังคมที่ร้าวลึก และการแย่งชิงอำนาจความชอบธรรมในกลุ่มชนชั้นนำ  นอกจากนี้ ประเด็นการสืบสันตติวงศ์ยังทำให้สถานการณ์รุมเร้ายิ่งขึ้น ซึ่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชนุภาพ ทำให้การพูดคุยเรื่องดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ และความล้มเหลวในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น การแก้ปัญหาของกองทัพโดยการขับไล่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง และแทนที่ด้วยสถาบันจากการแต่งตั้ง อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งมากกว่าความสมานฉันท์ เมื่อพิจารณาจากพลังของมวลชนที่สนับสนุนการเลือกตั้ง  สำหรับกองทัพแล้ว การครองอำนาจโดยไม่มีกำหนดนั้นไม่ใช่ทางออก หากแต่ชื่อเสียงของกองทัพเและเสถียรภาพของการเมืองไทย ขึ้นอยู่กับการเดินไปสู่การเคารพการเมืองแบบเสียงข้างมาก ซึ่งเสียงของประชาชนไทยทุกคนจะได้ถูกรับฟัง

การรัฐประหารครั้งนี้ เกิดจากการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างกลุ่มของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และขั้วตรงข้าม คือกลุ่มอำนาจเก่าและชนชั้นกลาง อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร เผชิญการประท้วงครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 หลังจากที่พรรคของเธอตัดสินใจผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งจะอำนวยให้พี่ชายของเธอ ซึ่งลี้ภัยตั้งแต่ปี 2551 สามารถกลับประเทศได้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวตั้งใจล้มรัฐบาล โดยอ้างเรื่อง “เผด็จการโดยรัฐสภา”, นโยบายประชานิยมและการคอร์รัปชั่น ทำให้ยิ่งลักษณ์ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกบอยคอตต์โดยฝ่ายค้าน ถูกขัดขวางและประกาศไม่รับรองโดยศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญยังปลดเธอจากตำแหน่งจากข้อหาการใช้อำนาจโดยมิชอบ ในขณะที่รัฐบาลรักษาการยังประคองตัวไว้แต่ปฏิเสธที่จะลาออก กองทัพก็ได้ประกาศกฎอัยการศึกและเข้ายึดอำนาจ

การรัฐประหารครั้งล่าสุด สะท้อนถึงความวุ่นวายทางการเมืองรอบก่อนๆ พรรคการเมืองที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชนะการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2544 ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายอำนาจเก่า โดยไม่มีรัฐบาลชุดใดนอกจากครั้งแรกที่พรรคของเขาสามารถอยู่ได้จนครบเทอม แม้ทักษิณแสดงแนวโน้มการนำแบบอำนาจนิยม แต่พรรคของเขาก็สามารถชนะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน ต่างมองว่าการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการรัฐประหารในครั้งนี้ บทบาทที่มากขึ้นของกองทัพ การแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ และการสืบสันตติวงศ์ที่เข้ามาใกล้ ทำให้เกิดความตึงเครียดที่ยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

ดูจากการยึดอำนาจที่ใช้เวลาไม่นานหลังจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดในปี 2549 และการเข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในปี 2553 กองทัพด้วยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ดูเหมือนจะได้บทเรียนจากคราวก่อน เห็นได้จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้กำลังจับกุมผู้ที่เห็นต่าง และอาจไม่ลงจากอำนาจเร็วๆ นี้ จากที่เคยกำหนดการเลือกตั้งไว้ภายในเดือนตุลาคม 2558 ก็กลับอ้างกรอบเวลาที่คลุมเครือแทน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวยังได้ให้อำนาจอย่างเต็มที่กับคสช. และนิรโทษกรรมสมาชิกคสช. จากการกระทำใดๆ ในอดีตและในอนาคต รัฐธรรมนูญชั่วคราวมิได้ให้บทบาทแก่ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวโน้มที่น่าจะเป็นสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกจำกัดลงอย่างมาก เนื่องจากมาตรการก่อนๆ ในการลดอิทธิพลจากฝ่ายทักษิณนั้นล้มเหลว

คาดได้ว่า ฐานมวลชนที่สนับสนุนการเลือกตั้งจะไม่ยอมรับการถูกลดอำนาจ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเคยชินกับการวิธีการเลือกรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ยังถูกแบ่งตามภูมิภาค ชนชั้นและอุดมการณ์แบบกว้างๆ ความท้าทายนี้ ต่างเกี่ยวข้องประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ด้านผู้นำประเทศ ก็ต่างยึดมั่นในความคิดของตนเอง มากกว่าที่จะยอมประนีประนอม เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าการเลือกตั้งสำคัญที่สุด ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเสียงข้างมากเป็นเผด็จการ

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงจากความวุ่นวายทางการเมืองต่อเนื่องหลายเดือน  ถึงแม้กองทัพจะอ้างว่าตนเองต่อต้านนโยบายประชานิยม แต่กองทัพก็ไม่สามารถหาทางเลือกอื่นในการกระตุ้นการใช้จ่ายสาธารณะได้ ส่วนความรุนแรงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป คสช.ย้ำว่าพวกเขาจะดำเนินการเจรจากับผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดน หากแต่การปฎิเสธการพูดคุยเรื่องรูปแบบการปกครองพิเศษทำให้เกิดข้อกังขาต่อเหตุผลของการพูดคุยดังกล่าว

การปิดกั้นเสรีภาพพลเมือง การปิดกั้นสื่อ และมาตรการในการขจัดอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ดูเหมือนจะปิดโอกาสใดๆ ในการกลับมาเป็นประชาธิปไตย ดังที่คสช.ได้ประกาศไว้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยขณะนี้คือการสนทนาในระดับชาติเพื่อกำหนดทิศทางการเมือง เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่าประชาธิปไตยร่วมกัน และเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงส่วนใหญ่จะได้รับการเคารพผ่านทางสถาบันนิติบัญญิติและบริหาร โดยปกป้องผลประโยชน์ของคนทุกฝ่าย

สถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งในการเป็นตัวแทนและการตรวจสอบ จะเป็นความหวังที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลที่สามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการของประชาชน หากไม่มีสถาบันดังกล่าว ปัจเจกบุคคลและกลุ่มต่างๆ จะต้องพึ่งพิงความสัมพันธ์แบบอุปถัมป์ในการรักษาผลประโยชน์ องค์กรอิสระจะต้องเป็นกลางและตุลาการจะต้องรักษาความเป็นอิสระ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการกระจายอำนาจเพื่อลดความแตกต่างทางภูมิภาค และลดการควบคุมจากรัฐบาลส่วนกลาง หากอำนาจรัฐยังไม่ตอบสนองต่อตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ความมีเสถียรภาพและประชาธิปไตยคงเกิดได้ยาก หากแต่อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งจำเป็นต้องจำกัดอำนาจอย่างเหมาะสมเพื่อความโปร่งใส และรักษาสิทธิของกลุ่มน้อยทางการเมือง การขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นจะเป็นความท้าทายอีกด้านที่ต้องใช้มาตรการสำคัญดำเนินการภายใต้กรอบประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับการรัฐประหารปี 2535 และ 2549 การรัฐประหารปี 2557 มิได้ก่อเกิดความรุนแรงโดยทันที หลายฝ่ายยินดีกับการแทรกแซงของกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อย การขจัดคอร์รัปชั่น และการ “นำพาประเทศเดินไปข้างหน้า” อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารทั้งสองครั้งก่อนหน้าได้นำมาซึ่งการเผชิญหน้าที่รุนแรงระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุมในที่สุด แรงกดดันที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ ทำให้เห็นว่าอดีตเช่นนั้นอาจจะเป็นบทนำของเหตุการณ์ในปัจจุบัน
 
This page in:
English
ไทย
中文

More Information