You must enable JavaScript to view this site.
This site uses cookies. By continuing to browse the site you are agreeing to our use of cookies. Review our legal notice and privacy policy for more details.
Close
Homepage > Regions / Countries > Asia > South East Asia > Thailand > Southern Thailand: Dialogue in Doubt

ภาคใต้ของไทย: การพูดคุยสันติภาพที่น่ากังขา

Asia Report N°270 8 Jul 2015

บทสรุปผู้บริหาร

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นรุนแรงน้อยลงในรอบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กลับมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่ากลุ่มก่อความไม่สงบได้ขยายพื้นที่ปฏิบัติการณ์ไปนอกจุดความขัดแย้งเดิมในสี่จังหวัดภาคใต้ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายมลายู-มุสลิม ได้ใช้กำลังต่อสู้กับรัฐไทยมากว่าสิบปี โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยชาติตนเอง การพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยและผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2556 กลับล้มเหลวเนื่องจากความไม่เป็นเอกภาพของทั้งสองฝ่าย และตั้งแต่การรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา คณะรัฐประหารก็ได้มุ่งดำเนินการตามนโยบายของฝ่ายข้าราชการและทหารเป็นหลัก

แม้รัฐบาลกล่าวว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ แต่รัฐบาลทหารกลับปฏิเสธการจัดสรรอำนาจแบบพหุนิยมและการอภิปรายทางการเมือง และเน้นแต่ “ค่านิยมความเป็นไทย” และ “ความเป็นเอกภาพ” ซึ่งไม่มีแนวโน้มจะลดความตึงเครียดในภาคใต้ลงได้ การแก้ไขความขัดแย้งต้องอาศัยความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างรัฐและสังคมในพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นไปได้มากว่าต้องมีการกระจายอำนาจทางการเมืองที่มากขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรต้องเตรียมการทำงานสำหรับการเจรจาในอนาคต นั่นหมายถึงทีมเจรจาที่มีความพร้อม กระบวนการสื่อสารที่ชัดเจน และการมีส่วนร่วมจากประชาชน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 รัฐบาลที่นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เริ่มการพูดคุยกับ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ในฐานะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มหลัก โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย แต่หลังจากจัดการประชุมร่วมไปได้สามครั้ง และก่อนที่จะเกิดมาตรการความไว้วางใจใดๆ การพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์ก็ล้มเหลว เนื่องจากความแตกแยกภายในของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปอย่างเร่งรีบและไม่สำเร็จ แต่มันได้เปลี่ยนพลวัตรของความขัดแย้ง เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงลักษณะทางการเมืองของกลุ่มก่อความไม่สงบ และยอมตกลงเข้าสู่การเจรจา

บีอาร์เอ็นเองก็ยอมที่จะออกจากฐานที่มั่นมาเข้าร่วมการเจรจาทางการเมือง การเจรจานี้ยังเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องมีหากต้องการให้กระบวนการสันติภาพนี้สำเร็จ สำหรับฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบ คือศักยภาพของฝ่ายการเมืองและความเป็นเอกภาพในการเจรจา ฝ่ายไทยเองก็ขาดประสบการณ์ในการเจรจา และความแตกแยกภายในนั้นดูจะยิ่งลึกกว่า นอกจากนี้ การที่ฝ่ายทหารกังขาต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ย้ำให้เห็นถึงปัญหาขั้นพื้นฐานของสถาบันทางการเมืองที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง

หลังการรัฐประหารในเดือนพ.ค. 2557 การเจรจาดังกล่าวก็ถูกทิ้งไว้อย่างค้างคา คณะรักษาความสงบแห่งชาติจัดโครงสร้างเกี่ยวกับการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ มาตรการต่อต้านการก่อความไม่สงบที่เข้มขึ้นส่งผลให้เหตุการณ์ความรุนแรงและผู้เสียชีวิตลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมใหญ่ด้านความมั่นคงก็ใช่ว่าจะดีขึ้น ในช่วงปลายปี 2557 เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเขตนอกพื้นที่ความขัดแย้งในสี่จังหวัดภาคใต้ โดยพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2558 เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ (car bomb) ในเกาะสมุย ซึ่งเป็นเขตนักท่องเที่ยว และมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยผู้ต้องสงสัยทั้งหมดในเหตุการณ์เป็นคนมาเลย์มุสลิม เหตุระเบิดดังกล่าวอาจชี้ให้เห็นถึงการเข้าสู่ระยะใหม่ของความขัดแย้ง แม้ว่าคำอธิบายต่อแรงจูงใจดังกล่าวยังคงเป็นปริศนา

รัฐบาลทหารแสดงเจตจำนงค์ว่าจะยังดำเนินการเจรจา หากแต่หนึ่งปีหลังจากอยู่ในอำนาจ กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต่อเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนกรานว่ากำลังให้ข้อเสนอลับๆ กับฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบที่มีแนวโน้มจะร่วมเจรจา อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาลทหารและความหมายมั่นที่จะรักษาความเป็นเอกภาพของชาติไทย ดูจะไม่เอื้อกับเท่าใดกับการประนีประนอม ทั้งนี้ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในต่างประเทศได้รวมกลุ่มเพื่อผลักดันการเจรจาภายใต้องค์กรชื่อ สภาพันธะแห่งประชาชนปาตานี (มารา ปาตานี) แต่ฝ่ายแกนนำบีอาร์เอ็นสายหัวรุนแรงยังไม่มีท่าทีชัดเจน การเจรจาครั้งนี้จะเสียเปล่าหากไม่ได้รับการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จากฝ่ายขบวนการ

เนื่องจากในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมดูจะไม่เอื้ออำนวยกับการพูดคุยเจรจานัก  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาควรเตรียมพร้อมด้วยการสร้างกรอบงานที่ยั่งยืนและสถาบันต่างๆ ที่จะทำให้การเจรจาเดินหน้าไปได้เมื่อสภาพแวดล้อมอำนวยมากขึ้น และเมื่อการเจรจาเปิดขึ้น การพูดคุยควรนำไปสู่เป้าหมายที่เป็นไปได้ อาทิ ข้อตกลงเรื่องการแต่งตั้งตัวแทนของทุกฝ่าย และขั้นตอนการสื่อสารระหว่างตัวแทนการเจรจากับสื่อมวลชน การตกลงกันได้เรื่องระเบียบปฏิบัตินี้ จะเป็นขั้นตอนที่มีความหมายสำหรับกระบวนการเจรจาที่ยาวนานต่อไป 

บทสรุปผู้บริหาร

เพื่อวางรากฐานสำหรับกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

สำหรับรัฐบาลไทย

1.  ยกเลิกการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุม เพื่อเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติวิธี

2.  พิจารณาเรื่องกระบวนการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบมาเลย์มุสลิม ให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ โดยได้รับการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

3.  จัดตั้งหน่วยรับผิดชอบเรื่องการเจรจาสันติภาพ โดยรายงานต่อนายกรัฐมนตรี มีเจ้าหน้าที่ดำเนินงานเต็มเวลา เพื่อช่วยสนับสนุนทีมเจรจา ผ่านทางงานวิจัย การบันทึกข้อมูลเอกสาร และอื่นๆ

4.  ให้การรับรองด้านความปลอดภัยที่เชื่อถือได้แก่ผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบที่พร้อมเข้าร่วมในกระบวนการเจรจา

ข้อเสนอแนะต่อกลุ่มบีอาร์เอ็นและกลุ่มก่อความไม่สงบอื่นๆ

5.  เข้าร่วมกระบวนการเจรจากับตัวแทนรัฐบาลไทย และยอมรับว่าหลักการปกครองตนเองนั้นไปด้วยกันได้กับหลักบูรณภาพแห่งดินแดน

6.  เพิ่มศักยภาพของฝ่ายการเมือง และพัฒนาความสามารถเรื่องการวิจัย การวิเคราะห์ และการสื่อสารเพื่อการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการเจรจา

7.  ยุติการโจมตีพลเรือน ตามข้อตกลงในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ในฐานะกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยและกลุ่มก่อความไม่สงบ

8.  ร่วมมือกันในเวทีคู่ขนานที่ประสานงานโดยองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อร่วมพิจารณาในประเด็นที่สำคัญๆ และเพื่อให้มุมมองจากกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายได้เข้าไปอยู่ในวาระการเจรจาด้วย

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลมาเลเซีย

9.  อำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในต่างแดน และรับรองว่าการตั้งองค์กรร่มควรมีผู้แทนเจรจาที่ได้สัดส่วนกับกำลังของกลุ่มนั้น

10.  อำนวยการฝึกอบรมให้กับผู้นำและผู้ที่มีแนวโน้มเป็นผู้นำของขบวนการก่อความไม่สงบ เรื่องทักษะด้านการเจรจา กระบวนการสันติภาพและการจัดการรัฐบาลท้องถิ่น
กรุงเทพฯ/บรัสเซลส์, 8 ก.ค. 2558
 
This page in:
English
ไทย

More Information

Map

Southern Thailand Map

Media

Michael Zumot (Brussels)
@MichaelZumot
+32 (0) 2 290 57 62+32 (0) 2 290 57 62

Nadja Leoni Nolting (Brussels)
@NadjaLeoni
+32 (0) 2 541 1635+32 (0) 2 541 1635

Contact Crisis Group’s Media Unit: media@crisisgroup.org

Quotes

 mwheeler

“In its current state, the peace dialogue is going nowhere. The military government’s authoritarianism and centralisation of power cast doubt on its ability to make the necessary compromises, while the separatists lack the commitment, political capacity and coherence needed for negotiations to succeed”.

Matt Wheeler, South East Asia Analyst

 Tim Johnston

“The government should endorse dialogue as a national priority, while the separatists must develop the political unity and capacity to negotiate. The delegations’ first focus should be on modest goals like agreeing designations of the parties, and protocols for communication with each other and with the media”.

Tim Johnston, Asia Program Director

 

“Transforming Thailand’s dialogue into a real peace process will be a hard, time-consuming and uncertain task. Both sides must start establishing the necessary understandings and infrastructure now, so that they can move expeditiously when the environment for substantive talks is more promising”.

Jean-Marie Guéhenno, President & CEO